jesper's profilejesper's spacePhotosBlogLists Tools Help

jesper ryan

เศษแก้วมันบาดคน คำพูดของเศษคนมันบาดใจ

Horoscopes

Loading...

jesper's space

30 September

ทะเล ทะเล ทะเล

เช้าวันเสาร์อีกแล้ววันนี้ตื่นเช้าอีกตามเคย ตื่นมาก็ไม่รู้จะทำไรมานั่งกดๆเกาๆคีบอร์ดเล่น
 
แต่วันนี้ปวดหัวนิดหน่อยเพราะเมื่อคืนดื่มหนักไปหน่อย  เช้าวันนี้อากาศไม่สดใสนัก มีเมฆหมอกเหมือนฝนจะตก
 
ถ้าเป็นวันทำงานผมคงต้องขี้เกียจตื่นเป็นแน่แท้ (มีใครตื่นเช้ามั่งฟะเช้าวันเสาร์เนี่ยะ) แต่ก็คงมีแหละสำหรับ
 
คนทำงานวันเสาร์  นั่งเรื่อยเปื่อย ลุกไปชงกาแฟดีกว่า จิบให้สร่างเมามาย ..เดินออกมาดูต้นไม้หน้าบ้าน
 
แต่เอ..ต้นไม้หน้าบ้านตายไปอีกต้นแล้วนี่หว่า สงสัยใส่ปุ๋ยเยอะไป (รึว่าไม่ได้รดน้ำ ก็ไม่น่าจะใช่) นั่งคิดไรเรื่อยๆ
 
พร้อมจิบกาแฟในสวน (คิดซะว่าในสวน) ฟังเพลง Jazz เบาๆ เผื่อต้นไม้จะฟังกะเรา มีลูกหมาตัวเล็กๆวิ่ง
 
ผ่านหน้าบ้านไป ดูท่าทางร่าเริ่งเป็นพิเศษ หมามันไมมีความสุขจังฟะ เลยเดินออกมาดู แต่มันก็ไมมีไรนิ แล้วไมดูมันร่าเริงนักฟะ
 
ฝนตกปรอยๆอีกแล้วอ่า ก็ดีเหมือนกัน ฟัง Jazz จิบกาแฟในสวนพร้อมกับสายฝนที่ร่วงโรย  ว่าแต่ว่าอยากไปทะเลหน้าฝนอีกแล้วอ่า
 
เม็ดฝนที่ตกกระทบผิวน้ำทะเลนี่มันดูสวยดีเนอะ แต่ว่าตกหนักมันก็ไม่ดีนะ ตกปรอยๆ เหมือนผ้าม่านบางๆ พร้อมกับเสียงของมันตกกระทบ
 
หลังคา มีลมเย็นๆ โอ้ว...เกิดมาเพื่อสิ่งนี้ แล้วจะได้ไปตอนไหนล่ะเนี่ยะ อยากไปเจงๆ ....
 
เค้าว่ากันว่าฝนตกแล้วทำให้คิดถึงใครบางคนจริงรึเปล่าหนอ ยิ่งไปทะเลคนเดียวฝนตกอีก คงจะเศร้าน่าดู แต่บรรยากาศมันก็ทำให้เราคิดฟุ้งซ่าน
 
ถ้าได้นั่งเหงาอยู่ระเบียง มองออกไปในทะเลที่มีแต่เส้นขอบฟ้า สายฝนโปรย ถ้าเลือกได้ อยากจะอยู่กับใครคนนั้นจัง คุยกันกับเรื่องราวที่ผ่านมา
 
ทะเลเอ๋ย เจ้าเบื่อมั้ยที่รองรับอารมณ์ของผู้คนที่แวะเวียนมาหา แต่เจ้าก็คงมีทั้งเศร้าและสุขคละเคล้ากันไปเนอะ สุขใจไปทะเล เศร้าใจก็ไปทะเล
 
เสียงคลื่นกระทบฝั่งไม่ขาด เหมือนกับความสุขและเศร้าที่แวะเวียนมาเรื่อยๆ (ตอนนี้กรูอยู่บ้านนี่หว่า)
 
เพลงหยุดเล่นตอนไหนไม่รู้ เฮ้อ..เรานี่ท่าทางอาการจะหนักแฮะ     คิดไรเรื่อยเปื่อยฟุ้งซ่าน ออกทะเลอีกแล้ว ทะเล ทะเล ทะเล
 
05 August

CD or Tape Cassette

"อย่าดีกว่าลืมเสียดีกว่าลืมซะเรา..ได้แต่บอกตัวเอง ได้แต่บอกตัวเองว่าอย่าดีกว่า.." เสียงเพลงคุ้นหูของวัยรุ่นเมื่อหลายปีผ่านมาแล้ว
 
ดังอยู่ภายในห้องนอนของผม เสียงไม่ใสเหมือนกับ CD ยุคปัจจุบัน เพราะมันเป็นม้วนเทปเก่าที่ผม
 
เปิดฟังบ้างบางครั้ง แต่ก่อนเปิดเกือบทุกวัน  (ไม่ต้องบอกนะครับว่าเป็นของศิลปินท่านใด) ม้วนเทปเริ่มเก่ามากแล้ว
 
เสียงมันออกจะไม่เข้าที่เข้าทาง เพราะมันยืดหมดแล้ว วันนี้ผมเลือกที่จะฟังเพลงจากม้วนเทปเก่าๆของผม
 
เพราะมันทำให้นึกถึงตอนสมัยเรียน ตอนนั้นยังไม่มีเครื่องเล่น CD เพราะด้วยมูลค่าของเครื่องเล่นและแผ่น CD สมัยนั้นแพงเอาการ
 
สำหรับคนที่มีรายได้น้อยอย่างผม (ตอนนี้ก็ยังเหมือนเดิม ฮา...)   ผมเริ่มฟังเพลงตอนไหนไม่รู้ รู้แต่ว่าเพลงแรกที่ผมร้องได้คือ
 
"เพลงชาติ" และ "เพลงรำวงวันลอยกระทง"......   เสียงเพลงจากเทปช่วยให้ผมคลายเหงาได้ เวลาอยู่คนเดียว
 
เพราะสมัยโน้นยังไม่มีโทรศัพท์มือถือใช้กัน (แต่ก็ดีเหมือนกัน จะได้ไม่มีคนโทรมาคอยกวนใจ ขัดจังหวะ เวลาฟังเพลง)
 
นั่งปล่อยอารมณ์สบายๆ  ลองนึกภาพตามดูสิว่า ถ้าตกอยู่ในสภาพแบบเดียวกันกับพระเอกหรือนางเอกมิวสิควีดีโอ
 
หรือว่าสมมุติตัวเองเป็นพระเอกมิวสิคนั้นจะรู้สึกอย่างไร พวกคุณจะรู้สึกยัไง แต่ผมสิ...มันทำให้รู้สึกดีแท้ๆ ฮา..)
 
กว่าจะได้เครื่องเล่นซีดีกะชาวบ้านเค้าก็ปาเข้าไปจนกระทั่งจบปริญญาตรี ทำงานเก็บเงินซื้อเอง
 
เวลาฟังเพลงจากม้วนเทปทีไร ความหลังครั้งเก่า จะส่งกลิ่นไอออกมาช่างไพเราะเสียจริง 
 
เสียงเพลงจะที่เปล่งออกมานั้นจะต้องผ่านการถอดรหัสสัญญาณอะนาลอกของหัวอ่านเครื่องเล่นเทปผ่านออกมาทางลำโพงคู่
 
ฟังแล้ว อื้ม.. รู้สึกดีจังเลย    ปัจจุบัน ผู้คนที่ชื่นชอบการฟังเพลงทั้งหลายหันมาฟังเพลงผ่านทางเครื่องเล่น
 
เพลงระบบดิจิตอลเอ็มพีสาม (MP3 = MPEG LAYER3) ซะเป็นส่วนใหญ่
 
หรือจากพวกเครื่องเล่นซีดี (CD Player = Compact Disc Player)  (รวมทั้งตัวผมเองด้วย)
 
เนื่องจากเหตุผลคือเก็บรักษาง่ายและได้รายละเอียดของเสียงที่ดีมากกว่า (มากกว่ามากๆด้วย) ยิ่งถ้าได้เครื่องเสียงดีดีนะ
 
บอกได้คำเดียว่า...  สุดยอด.....โอ้ว โลกมนุษย์นี้ช่างดีเป็นแน่แท้ มีเสียงแต่งบรรเลง ขับขาน ฟังแล้วผ่อนคลายสบายอุรา เจงๆ  โว้วๆ ....
 
แต่เสียงเพลงจากม้วนเทปก็มีเสน่ห์ในตัวของมันนะ  ไม่เชื่อคุณลองหยิบม้วนเทปเก่าของคุณมาเปิดใหม่ดูสิ ผมว่าคุณทุกคนคงจะเข้าใจดี
 
ม้วนเทปเก่าของผมที่ผมหวงแหนที่สุด (ตอนนั้น ช่วงมัธยม) ได้แก่  เจซี ชุด อะลอง เดอะ เวย์,  บอย โกสิยพงษ์ ชุด  รึทึ่ม แอนด์ บอย,
 
ศิลปินไทย, พราว, สี่เต่าเธอ อัลบั้ม โชคสองชั้น, 11 RD.  ฯลฯ
 
(ตอนนี้ไม่อยู่ซักม้วน เพราะเพื่อนขโมยไปหมด แสด....ไอ้ต๊ะกะไอ้เจมส์ พวกมึงเกี่ยงกันอยู่นั้นแหละว่าใครเอาไป) 
 
เพลงส่วนใหญ่ในตอนนั้น จะออกแนวอินดี้เฟื่องฟูมากๆ
 
อาทิ พราว, ฮอลลี่เบอร์รี่, สี่เต่าเธอ, เออ, โลลลี่ป๊อบ, เพลงพราย, ชีพชนก, และอีกหลายๆศิลปิน
 
 
 
 
ไม่เหมือนกับสมัยนี้ มันทำออกมาตามกระแส  แต่ก็เอาเถอะ ตามยุคตามสมัย     ส่วนไอ้พวกเด็กแนวทั้งหลาย พวกมึงอ่ะ
 
ที่ชอบบอกว่าตัวเองว่าเป็นอินดี้อ่ะ  คิดผิดแล้วไอ้น้อง  อ๊ะ ๆ อย่าเพิ่งค้านดิ กูฟังพวกมึงคุยกันและบอกกับกูว่า
 
โด่...เพ่ พวกผมอ่ะ มีแนวคิดเป็นของตัวเอง แต่งตัวตามสบาย แบบฉบับของตัวเอง...
 
โด่  ไอ้น้องพวกมึงอ่ะ เลียนแบบกันไม่ว่า โด่..หลังจากนั้นก็ทะเลาะกันนาน ฮา..
 
ช่างเหอะ ตามยุคตามสมัยอีกนั่นแหละ  โด่.... แสด  (คำอุทานของวัยรุ่นสมัยนี้) 
 
แล้วเสียงเพลงที่ห้องผมที่ยังดังอยู่ใกล้จะจบแล้วจับใจความได้ว่า  "อย่าดีกว่า ลืมเสียดีกว่า ลืมซะเรา .. (เฮ้อ..ฟังกี่รอบๆก็เศร้า)
 
ใยฟ้าไม่ยุติธรรม  ส่งเธอลงมาแล้วทำไมไม่ส่งให้มาเป็นคู่ของผม  (เน่าแสด..)  
 
ฝนเริ่มตกปรอยๆ  แล้ว เฮ้อ....บรรยากาศช่างเป็นใจเสียนี่กระไร  แล้วผมจะเลือกฟังเพลงไรดีนะ
 
ฤดูที่แตกต่าง กะ ฝนตกที่หน้าต่าง  เพราะๆทั้งนั้น  ดากานดา แกช่วยฉันคิดหน่อยสิ....
15 July

เอ..เรื่องไรดีน้า คิดมะออก

 
หลังจากควักธนบัตรใบละยี่สิบบาท ยื่นให้กับเจ้าหน้าที่จำหน่ายตั๋วโดยสารเรือด่วนเจ้าพระยา
 
และได้รับตั๋วมูลค่า 18 บาทพร้อมกับเงินทอน 2 บาท เพื่อแลกเป็นค่าโดยสารเรือด่วนเจ้าพระยา
 
ผมหันมาใช้บริการเรือด่วนเจ้าพระยาบ่อยครั้งขึ้นอันนี้มีสาเหตุหลักๆ คือ ความติดขัดของการจราจร
 
ภายในเมืองหลวงแห่งนี้ซึ่งสวนกระแสกับภาวะกับราคาค่าของน้ำมันที่ถีบตัวสูงขึ้นทุกวัน
 
ผมเดินลงเรือโดยสารพร้อมกับผู้โดยสารท่านอื่นๆ ซึ่งเลือกใช้บริการของเรือด่วนเช่นเดียวกัน
 
เหตุผลของพวกเขาทั้งหลายคงจะเหมือนกับผม  หลังจากมองหาที่นั่งได้แล้ว ผมเลือกที่จะนั่งที่ที่ติดริม
 
ด้านซ้าย (ซึ่งผมจะเลือกนั่งประจำ) เพราะมันเป็นที่นั่งที่ลมพัดผ่านได้ดีและสามารถมองเห็นวิว ทิวทัศน์
 
ได้ดีกว่าที่นั่งอื่นๆ   เรือโดยสารเริ่มเคลื่อนตัวออกไปพร้อมกับสายลมเย็นๆ ที่พัดมาเป็นระยะ
 
ผมเริ่มหยิบหนังสือขนาดพอคเก็ตบุ๊คจากกระเป๋าขึ้นมาอ่าน  "ฉันจึงมาหาความหมาย"
 
โดย คุณวิทยากร เชียงกูล  เป็นวรรณกรรมยุคแสวงหา (เค้าว่างั้น)
 
เป็นเรื่องราวที่รวบรวมเรื่องสั้น บทละคร และบทกวี  ผมจำได้ผมสะดุดกับหนังสือเล่มนี้กับชื่อของมันที่
 
ร้านหนังสือเล็กๆใกล้หอพัก ตอนอยู่ปีหนึ่ง ซึ่งเจ้าของร้านเค้าก็แนะนำด้วยว่าเป็นหนังสือที่น่าอ่านมากเล่มนึงเลยทีเดียว  ผมก็เลยหยิบขึ้นมาลองเปิดอ่านดู 
 
"บทสนทนาทางโทรศัพท์ในค่ำคืนแห่งความว้าเหว่"
 
เข้ากับบรรยากาศตอนนั้นพอดี และเป็นเรื่องเป็นเรื่องทีผมชอบที่สุดในเล่ม  เค้าจะบรรยายถึงเรื่องราว
 
ของคู่สนทนาคู่หนึ่งระหว่างชายกับหญิงที่ไม่รู้จักกันมาก่อน คุยกันถึงเรื่องความเหงา ความว้าเหว่
 
เดียวดายภายในสังคม ซึ่งเป็นกันมากในสังคมปัจจุบัน   พออ่านได้ซักพักเจ้าหน้าที่ก็มาเก็บตั๋วพร้อม
 
กับมองด้วยอารมณ์ขุ่นเคืองนิดๆและบ่นด้วยเสียงเบาๆ ว่า "ถ้าอยากจะอ่านทำไมไม่อ่านที่บ้าน"
 
(อ้าวกรูผิดรึเนี่ยะ) สงสัยเค้าจะมารอนานแล้ว แต่เราคงนั่งอ่านหนังสือโดยไม่ทันได้มอง 
 
อารมณ์เราก็เลยขุ่นเคืองไปด้วย (แต่ช่างเหอะไม่อยากชวนใครทะเลาะ)
 
หลังจากยื่นตั๋วฯให้แล้วก็กลับมาจดจ่อกับการอ่านหนังสืออีกที (แต่ไมไม่มีสมาธิ คงมาจากเหตุการณ์เมื่อ
 
สักครู่นั่นเอง) ก็เลยเก็บหนังสือลงกระเป๋า นั่งมองออกไปข้างนอกเรือ  สายลมเย็นๆ พัดมาอีกครั้งทำให้
 
อารมณ์ที่ขุ่นมัวหายไป (นี่สินะที่เค้าเรียกว่าสายลมจะปัดเป่าความทุกข์ใจให้หายไปได้)
 
ที่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาผู้คนต่างมีวิถีการดำเนินชีวิตที่หลากหลาย เด็กๆ กลุ่มนึง พากันมาเล่นน้ำ 
 
ส่งเสียงร้องเจี๊ยวจ๊าว   บ่งบอกถึงความสนุกสนานได้เป็นอย่างดี  คนบางกลุ่มก็ใช้น้ำเจ้าพระยาชำระล้าง
 
ร่างกาย บ้างก็ใช้ล้างภาชนะอุปกรณ์ซึ่งแตกต่างกันไป อย่างนี้สินะ เค้าเรียกว่า สายน้ำคู่ชีวิต  
 
เรือแล่นลอดผ่านใต้สะพานพุทธฯ สองฝากฝั่งมีทิวทัศน์สวยงาม ฝั่งขวามองเห็นพระบรมมหาราชวัง 
 
ฝั่งซ้ายจะมองเห็นวัดอรุณฯ  เรือแล่นเกือบจะถึงสะพานพระราม 8 สวนสาธารณะใต้สะพานฯ
 
สร้างเสร็จแล้ว เหลือเพียงตบแต่งนิดหน่อย แลดูสวยดี เหมาะแก่การมานั่งพักผ่อน
 
สายลมเย็นพัดมาอีกครั้ง เรืออยู่กลางแม่น้ำพอดี ฝูงปลาดำผุดดำว่าย ดูมีความสุขกันจัง
 
(คงจะเย็นดีนิ อยู่ในน้ำทั้งวันทั้งคืน) และนี่เป็นอีกสาเหตุนึงที่ผมเลืกที่จะโดยสารเรือด่วนฯ
 
เพราะมีสายลมเย็นๆ ทำให้ใจเย็น บรรยากาศตอนเย็นๆ (ใช้คำฟุ่มเฟือย) พร้อมกับเบียร์เย็นๆน่าจะดี อิอิ
 
เรือแล่นมาถึงท่าพระรามเจ็ดแล้ว ผมลุกจากที่นั่ง เรือเทียบท่าแล้ว แต่ยังมีเรื่องในใจยังคั่งข้างอยู่เยอะ
 
เรื่องเดิมๆ แต่ก็เอาเถอะ สู้ต่อไป แวะซื้อเบียร์จากร้านเจ๊คนเดิม (คงจำกันได้)
 
จิบเบียร์ไปพลาง คิดถึงเค้าคนนั้นจัง ...เค้าทำไรอยู่น้า (เพียงแค่คิดถึงก็สุขใจ) นั่งไปสักพัก 
 
ว่าแต่ตอนนี้ล่ะ ผมมาทำไร น่าจะกลับบ้านได้แล้ว เย็นมากแล้วนะเบียร์หมดกระป๋องพอดี
 
วันนี้ไม่ได้ถ่ายรูปกลับไป เพราะหน่วยความจำของสื่อบันทึกดิจิตอลเต็มพอดี
 
เลยอดถ่ายภาพสวยเย็นย่ำเรย ถึงเวลากลับบ้านแล้ว 
 
ดากานดา ชั้นกลับบ้านก่อนนะ....คิดถึงแกนะ
 
ปล. ถ้าทุกคนมีเรื่องไม่สบายใจ ผมขอแนะนำนั่งเรือเล่นนะครับ นั่งแล้วทอดอารมณ์ ปล่อยใจ
 
ทุกอย่างสายลมจะช่วยปัดเป่าให้คุณเอง
 
 
 
 
 
25 June

Saturday's Morning

เสียงนาฬิกาปลุกของตัวเองดังขึ้น ตื่นได้แล้ว ตื่นได้แล้ว  มันดังขึ้นภายในจิตใต้สำนึก

 

เพื่อเริ่มเช้าวันใหม่ หลังจากร่างกายได้รับการพักผ่อนตลอดคืนที่แสนจะสั้นนัก   

 

เช้าของวันเสาร์ที่ทุกคนมักจะตื่นสาย ร่างกายเริ่มเหยียดตรงหลังจากงอมาทั้งคืนด้วยความเย็น

 

ของอากาศ ผมค่อยๆลืมตาตื่นขึ้นมาเหลือบมองไปที่นาฬิกา

 

เป็นเวลา ตีห้ากว่าๆ ฟ้าเริ่มสางมองเห็นรำไร จึงลุกจางเตียงนอนอย่างงัวเงีย เปิดประตูออกไปสูดอากาศ

 

ตรงระเบียง พร้อมยืดเส้นยืดสาย ช่างเป็นเช้าวันเสาร์ที่สดใสและเงียบสงบ ลงไปรดน้ำต้นไม้ดีกว่า

 

แต่แล้วเช้าที่สดใสต้องถูกรบกวนด้วยเสียงโทรศัพท์ ....เอ จำได้ว่าปิดโทรศัพท์ไปแล้วนี่ จะรับดีมั้ยวะ

 

หน้าจอโชว์เบอร์ไรยังไม่ทันได้ดู   เพื่อนผมคนหนึ่งโทรมา 

 

มันเป็นเพื่อนผมตั้งแต่สมัยเรียนปี 1 ซึ่งไม่ได้ติดต่อมันมาเกือบสองปี

 

(จะดีใจหรือเสียใจวะ แม่งโทรมาตอนเกือบหกโมงเช้าเนี่ยะนะ)

 

ผมเริ่มคำทักทายด้วยคำพูดที่ใช้กันประจำ หวัดดี ง่ายๆแต่เป็นกันเอง เสียงของมันดูดีใจสุดๆ หลังจากที่

 

ผมกดรับสาย เราถามสารทุกข์สุกดิบกันได้ซักพัก มันก็บอกผมว่า มันกำลังจะแต่งงาน

 

ย้ำ "กำลังจะแต่งงาน" (ไมเพื่อนแต่งงานกันเยอะจังวะ วันก่อนเพื่อนคนนึงก็โทรมากำลังจะแต่งงานเหมือนกัน)

 

 "แต่งกะใครวะ" ผมถาม "ผู้ชายเฟ้ย" มันตอบ 

 

ผมนิ่งอึ้งไปพักนึง ไม่น่าเชื่อผู้หญิงที่แก่นกะลา ออกห้าวๆ อย่างมันเนี่ยะนะกำลังจะแต่งงานกับผู้ชาย

 

ซึ่งตอนที่คบกะมันอยู่มันไม่มีท่าทีจะชอบผู้ชายเลย ออกจะห้าวๆ และมันก็คบกะหญิงด้วย

 

ผมยังจำได้ราวๆตอนอยู่ปี 2 ออกไปซื้อกับข้าวกับมัน

 

แม่ค้ายังแอบกระซิบถามเลยว่าน้องเพื่อนน้องนี่ผู้หญิง ผู้ชาย ฮา....มากตอนนั้น

 

แต่เอาเถอะดีใจกับมันมาก มันจะได้เป็นผู้หญิงเหมือนชาวบ้านชาวช่องกะเค้าซักที

 

(อยากเห็นมันใส่ชุดแต่งงานว่ะ  สงสัยจะฮาไม่เบา)

 

ผมเดินลงมาข้างล่างพร้อมเปิดประตูบ้านเพื่อจะรดน้ำต้นไม้ พร้อมทั้งยังคุยโทรศัพท์ไปด้วย

 

ผมนึกถึงเรื่องราวต่างที่ผ่านมา คุยกันถึงเรื่องสมัยเรียน เรื่องตอนที่ผมแห้วจากสาวคณะมนุษย์

 

ก็มีมันนี่แหละที่นั่งกินเหล้าเป็นเพื่อน มันเป็นเพื่อนคนเดียวที่มาปลุกไปเรียน คอยด่าเวลาไม่ส่งงาน

 

และเรื่องอะไรต่อมิอะไร ถามถึงเพื่อนคนนั้นคนนี้ไปเรื่อยๆ ดีเหมือนกัน ผมก็พลันคิดว่า

 

อยากนัดเจอเพื่อนๆจัง นัดรวมรุ่น เลี้ยงรุ่น คงจะดีไม่น้อย คิดว่างานแต่งงานมันนี่แหละคงจะได้เจอกัน

 

คงต้องมีเรื่องที่ต้องคุยกันยาวเลยล่ะ คิดไปคิดมาก็ให้มันโทรหาเพื่อนๆ พร้อมทั้งย้ำว่าต้องเชิญมางาน

 

แต่งมันให้ได้ ลองรวบรวมพลพรรคผองเพื่อนดู  อีกไม่นานจะได้เจอเพื่อนแล้ว จะได้เจอมันแล้ว

 

และที่สำคัญที่คิดว่าจะได้เจอคือ สาวคณะมนุษย์ที่หักอกผมไง (ก็เพื่อนมันนั่นเอง) อีกไม่นาน .........

 

  

 

 

24 June

ไม่มีหัวข้อ

วันนี้กลับมาเป็นวันที่กลับมาคิดถึงเรื่องเก่าๆอีกครั้ง  (สงสัยจะว่าง)
 
เรื่องราวเก่าๆ เรื่องราวในอดีต เรื่องราวที่ผ่านมา ประสบการณ์ชีวิต ทุกคนต้องพบประสพเจอ
 
มีหลายเรื่องราวที่ประทับใจ และ หลายเรื่องราวที่อยากจะลืม แต่กลับไม่สามารถลืมได้
 
ผมว่านะเรื่องราวที่เราอยากจะลืมนั้นมันกลับจำได้ดีกว่าเรื่องราวที่เราประทับใจเสียอีก
 
แต่ก็เอาเถอนะ ประสบการณ์สอนเรื่องราวที่เราไม่เคยได้จากห้องเรียน
 
สอนให้เราแกร่ง สอนให้เรารับรู้ถึงเรื่องราวต่างๆมากมาย บางทีอาจจะเป็นเรื่องเดิมๆที่ไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้
 
 
เราจงเรียนรู้สิ่งที่เราได้พบแล้วนำมาประยุกต์ใช้ให้ได้มากที่สุด  ...........
 
ว่าแต่ว่าวันนี้ไม่อยากเล่าเรื่องที่เครียดนี่หว่า  คลายเครียดกัน  อาจเรื่องเครียดยิ่งเครียดแฮะ
 
เล่าเรื่องริมเจ้าพระยาดีก่า
 
เวลาเย็นย่ำ  น่าจะประมาณ 5 โมงเย็นเห็นจะได้หลังจากฝ่าเปลวแดดอันร้อนแรงที่แสนจะร้อนเหมือนร่างกายจะถูกเผาของ
 
วันนี้ พร้อมกับฝ่าด่านสิบแปดอรหันต์ของการจราจรกลับมาถึงปากซอยหน้าบ้า  การจราจรซึ่งวันนี้ทำไมมันติดแบบโลกา
 
วินาศเช่นนี้ ทั้งที่ไม่มีเหตุการณ์อะไรที่พอจะเป็นสาหตุให้การจราจรติดขัดขนาดนี้
 
จึงเปลี่ยนเส้นทางการาจราจรเพื่อที่จะกลับบ้านไปพักผ่อนได้เร็วขึ้น  แต่เอ๊ะ สะพานรถไฟวันนี้ตรงพระรามเจ็ดวันนี้ไมสวย
 
ดีแฮะ  ไปนั่งรับลมเย็นๆดีฝ่าเรา  ก็เลยนั่งสองแถวมานั่งริมแม่น้ำเจ้าพระยา   ลมเย็นๆ เสียงเพลงไปทะเลกันดีกว่าของพี่
 
ปานศักดิ์เค้าลอยมาพร้อมกับสายลมเย็นจากร้านขายของชำตรงริมน้ำดังมาพร้อมกับ
 
เสียงคลื่นที่กระทบริมตลิ่งพัดมา อืม...ก็ดีนิ  (อยากไปทะเลหน้าฝนเว้ย) มีเพลงฟังพร้อมกับลมเย็นๆที่พัดผ่าน  นั่งคิดเรื่องงานมาทั้งวัน  แต่จนถึงตอน
 
นี้เราก็นั่งคิดเรื่องงานอีกแล้ว เหนื่อยแฮะ
 
แต่ก็เอาเถอะคนเราเกิดมาเพื่อทำงานนี่หว่า  ไม่อยากเป็นคนที่เกิดมาแล้วอยู่เฉยๆ มันดูเหมือนคนไร้ค่านิ ถ้าไม่ทำไร 
 
สายน้ำก็ยังไหลไปเรื่อยๆเอื่อยๆ  ผิวน้ำยังนิ่งไม่มีคลื่นแต่อย่างใด  แต่สุภาษิตเค้าว่าเอาไว้ว่า น้ำนิ่งไหล
 
ลึกคงจะจริง เพราะว่าดูจากเรือที่แล่นบนผิวน้ำเวลาจอดเทียบท่ามันจอดยากแฮะ
 
นั่งคิดไรเรื่อยเปื่อยผสมกับอากาศร้อน  จึงเดินไปร้านขายของชำ สั่งเบียร์มากระป๋องนึง  เพื่อเพิ่ม
 
บรรยากาศของเย็นย่ำให้ดีขึ้น 
กระป๋องแรกมาพร้อมกับเรื่องราวของงานที่เคลียร์ไม่ลงตัว 
 
กระป๋องที่สองมาพร้อมเรื่องราวที่คั่งค้างในใจกับเรื่องที่ผ่านมา 
 
กระป๋องที่สามมาพร้อมกับเรื่องราวของผองเพื่อนที่จากกันไปไกล 
 
กระป๋องที่สี่คิดเรื่องการเรียนที่จะเรียนต่อ
 
กระป๋องที่ห้า  คิดเรื่อยเปื่อย (สงสัยไอ้นี่จะขี้เมาว่ะ) ตอนแรกกะว่าจะดื่มแค่กระป๋องเดียว
 
แต่ว่าเบียร์ร้านเจ๊เค้าแช่ได้ใจมาก เย็น....So Cool มั่กมากพอรู้ตัวอีกทีหมดไปครึ่งโหลแว้ว 
 
แฮะ จึงเริ่มบอกกับตัวเองว่า "หยุดได้แล้ว"
 
จึงหยุดดื่มก่อนที่จะขาดสติในการดื่ม  แต่รู้ตัวเองว่าดื่มไปก็เท่านั้น  ไม่ได้ช่วยไรดีขึ้นมา 
 
(แต่ตอนที่ดื่มเราดื่มเพราะว่าบรรยากาศพาไปนิ ไม่ได้มีเรื่องไรเกี่ยวข้อง อยากกินไรเย็นๆ ร้อนมาทั้งวัน)
 
ตะวันลับขอบฟ้าไปแล้ว  สะพานเริ่มเปิดไปดูสวยดี ตรงสะพานรางรถไฟวันนี้ก็เปิดไฟหลังจากไม่ได้เห็น
 
มานาน สวยดีอีกแบบ  ร้านอาหารเริ่มมาตั้งโต๊ะ  คนเริ่มทยอยมานั่ง  แต่เมฆหมอกเริ่มตั้งเค้า 
 
เมฆกลุ่มนึงเกาะกันมาดูเป็นเงามืดทมิฬ  ฝนท่าจะตกแฮะ  กลับบ้านดีก่าเรา  แต่ก่อนที่จะกลับคิดได้ว่า
 
เรื่องราวต่างๆที่ผ่านมาทั้งดีและร้ายสอนให้เราเป็น คนที่จะยืดหยัดในสังคมได้ เพียงแค่พิจารณา และให้
 
กำลังใจตัวเอง  และช่วยเหลือคนอื่น ไม่ทำความเดือดร้อน
 
เท่านี้เราก็จะยืนอยู่ในสังคมหมู่มากด้วยความสบายใจ สังคมที่นับวันคนเห็นแก่ตัวเริ่มจะมีมากขึ้นทุกๆวัน
 
แต่เอาเถอะ ช่วยเหลือคนอื่นเท่าที่จะทำได้ก็สบายใจแล้วล่ะ  เพื่อนที่จะทำให้เราปรอดโปร่ง โล่งสบาย
 
ในการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
 
(เหมือนกับบางที่เวลาเห็นคนที่ด้อยโอกาสกว่าเรา เค้านั่งขอรับบริจาคเศษเงินของเราบางทีเรายังขัดแย้ง
 
กับตัวเองเลยว่า  ให้ดีเป่าวะ  บางทีเดินผ่านเค้าไป แต่กลับคิดได้ว่า แล้ววันนี้เรากินอิ่ม  แต่เค้ากินไรวะ
 
ยังต้องหันหลังกลับมาเพื่อที่จะช่วยเหลือเค้าเลย)
 
ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเป็นกุศลอันแรงกล้า  ทำเพื่ออะไรทุกคนคงมีคำตอบให้กับตัวเองอยู่แล้ว....
 
(เล่าเรื่องไม่ได้ความอยู่ดี เรื่องหลายๆเรื่องอยู่รวมกัน อันนี้เป็นเพราะว่าขาดสติ คิดฟุ้งซ่าน มันก็จะ
 
แสดงออกมาในการเล่าเรื่องอีกเหมือนเดิม)
 
"จงเรียนรู้จากประสบการณ์ เพื่อที่จะนำเราก้าวไปอีกระดับหนึ่ง ประสบการณ์ชีวิตเรียนรู้ได้จากตนเอง ให้กำลังใจตัวเอง แล้วมันจะนำพาเราไปสู่เป้าหมายและความสำเร็จ"
 
 
 
 
 
 
 
 
 
Photo 1 of 7

Weather

Loading...